มองการใช้กำลังทางอากาศ ในความขัดแย้งกับกัมพูชา ผ่านสายตาของตะวันตก
ในบทวิเคราะห์ของสถาบันด้านยุทธศาสตร์ต่างประเทศอย่าง IISS หรือ International Institute for Strategic Studies (อินเตอร์เนชั่นเนล อินสทิ้ว ฟอร์ สตราเทจิค สต๊าดดี้) และแหล่งข่าวด้านความมั่นคงของสหรัฐ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025 นั้น
มีการให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับมิติของ “ความเหนือชั้นทางอากาศ” ที่ฝ่ายไทยมีเหนือกัมพูชาอย่างเด็ดขาด ทั้งในเชิงคุณภาพของเทคโนโลยี กำลังพล และหลักนิยมการปฏิบัติการ หรือ Doctrine (ด็อกทริน) ที่เป็นระบบระเบียบและได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรตะวันตกมายาวนาน
สถาบัน IISS รายงานในบทวิเคราะห์ Military Balance (มิลิทารี บาลานซ์) ฉบับอาเซียนเมื่อปีล่าสุด ระบุว่าไทยคือหนึ่งในสามประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ร่วมกับสิงคโปร์และอินโดนีเซีย) ที่มีศักยภาพด้านกำลังทางอากาศอยู่ในระดับ “สามารถปฏิบัติการเต็มรูปแบบในสถานการณ์ขัดแย้งจริง” หรือ full-spectrum operational capability in conflict conditions (ฟูล-สเปคตรัม โอเปอเรชั่น แคปอะบิลิตี้ อิน คอนฟลิค คอนดิชั่น) ซึ่งหมายความว่าไทยสามารถปฏิบัติการตั้งแต่ ISR หรือ Intelligence, Surveillance, Reconnaissance (อินเทลลิเจนซ์, เซอร์วิแลนซ์, รีคอนแนเซนต์) ไปจนถึงการโจมตีทางอากาศด้วยอาวุธนำวิถีแบบแม่นยำ หรือ precision-guided munitions (พรีซิชั่น-ไกด์ มิวนิชั่น) ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่น
กองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินรบ F 16 และเครื่องบิน JAS-39 พร้อมระบบเรดาร์ GCI หรือ Ground-Controlled Interception (กราวน์-คอนโทรล อินเซปชั่น), ศูนย์ควบคุมการบิน, ระบบควบคุมทางยุทธวิธีแบบ Link-16 ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคอินโดจีนครอบครองอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีฝูงบิน C-130 และ Saab 340 AEW&C (เครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศ) ซึ่งทำให้กองทัพอากาศไทยสามารถรับรู้ภาพรวมของสนามรบจากมุมสูงได้ตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับกัมพูชาซึ่งไม่มีแม้แต่เครื่องบินรบประจำการ
Lowy Institute (โลว์ อินสทิ้ว) ซึ่งทำดัชนี Asia Power Index (เอเชีย พาวเวอร์ อินเด็กซ์) ได้จัดอันดับให้ไทยอยู่ในลำดับ 4 ของภูมิภาคในด้าน “ความพร้อมทางการทหารในระดับปฏิบัติการ” และเน้นว่าจุดแข็งที่สุดของไทยคือ “กำลังทางอากาศและการสื่อสารประสานยุทธวิธีข้ามเหล่าทัพ”
ทั้งยังระบุว่ากองทัพไทยมีความสามารถในการ วางกำลังทางอากาศอย่างรวดเร็วและมีความต่อเนื่องได้ในระดับเกิน 5 วันติดต่อกันโดยไม่ต้องอาศัยฐานจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าไทยได้ยกระดับแนวคิดจาก “การตั้งรับเชิงป้องกัน” ไปสู่ “การตอบโต้เชิงรุกอย่างมีชั้นเชิง” หรือ strategic counteroffensive (สตราเทจิค เคาท์เตอร์อ็อฟเฟนซิฟ) แล้วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
รายงานจากฝ่ายข่าวกรองของสหรัฐฯ โดยเฉพาะบทสัมภาษณ์ของเรือเอกคาร์ล ชูสเตอร์ (Carl Schuster) อดีตนายทหารเรือสหรัฐใน US Pacific Command (ยูเอส แปซิฟิค คอมมานด์) ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ WRAL ยังสะท้อนความเห็นในเชิงเดียวกันว่า ความสามารถของไทยในการจัดการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศแบบสองระลอก dual-wave strike (ดูออล เวฟ สไตรค์) ต่อเป้าหมายในจังหวัดพระตะบองและกำปงชนังของกัมพูชา
โดยใช้เพียงเครื่องบิน F 16 จำนวนรวมไม่เกิน 8 ลำ แต่สามารถโจมตีคลังยุทโธปกรณ์และฐานยิง BM 21 ได้อย่างแม่นยำในเวลาไม่ถึง 10 นาที แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่เป็นมืออาชีพ และการปฏิบัติการแบบ net-centric warfare (เน็ท เซนทริค วอร์แฟร์) ซึ่งอิงกับการแชร์ข้อมูลเรียลไทม์ระหว่างหน่วยข่าวกรอง, ฝูงบินโจมตี, และหน่วยควบคุมภาคพื้นดิน
สิ่งที่ฝ่ายสหรัฐ ประเมินเพิ่มเติมคือ กองทัพไทยมีประสบการณ์ร่วมฝึกซ้อมกับประเทศพันธมิตรตะวันตกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผ่านการฝึก “คอบบร้าโกลด์” และการฝึกบินร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่จังหวัดอุดรธานีและอู่ตะเภา ทำให้มีความคุ้นเคยกับระบบบัญชาการและการจัดลำดับขั้นตอนการโจมตี หรือ kill chain (คิล เชน) แบบสหรัฐ และสามารถนำมาปรับใช้ได้ในสถานการณ์จริง
บทวิเคราะห์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กำลังทางอากาศของไทยไม่เพียงแต่เหนือกว่ากัมพูชาแบบ “เทียบกันไม่ได้” ในเชิงยุทโธปกรณ์ หากแต่ยังเหนือกว่าในเชิงวิธีคิดทางการทหาร (doctrine) การวางโครงสร้างบัญชาการ (command structure) และวัฒนธรรมการฝึกที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยตัดสินความได้เปรียบในสงครามชายแดนครั้งนี้อย่างแท้จริง และทำให้ฝ่ายตะวันตกส่วนใหญ่เชื่อว่ากัมพูชาจะไม่มีทางสามารถพลิกสถานการณ์ได้ เว้นเสียแต่จะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงอย่างเปิดเผยหรือเปลี่ยนรูปแบบความขัดแย้งไปสู่สงครามประชาชนเต็มรูปแบบแทน
รายงานวิเคราะห์จากเว็บไซต์ ดี๊ปไดว์ DeepDive (Chasseur Group) เรื่อง “Flashpoints: Thailand–Cambodia Border Escalation – Regional Security Implications” (แฟลชพอยท์ : ไทยแลนด์-แคมโบเดีย บอร์เดอร์ เอสคาเลชั่น- รีเจียนนอล ซีคิวริตี้ อิมพลิเคชั่น) เป็นบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนกรกฎาคม 2025
โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้นับเป็นการเผชิญหน้าที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ในปี 2011 ความขัดแย้งเริ่มจากการยิงตอบโต้ระหว่างกองกำลังทหารประจำการบริเวณชายแดน ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังทางอากาศโดยฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นการยกระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้
ในรายงานระบุว่ากองทัพไทยใช้ฝูงบิน F-16 พร้อมระบบ C4ISR Command (คอมมานด์=การสั่งการ), Control (คอนทโรล=การควบคุม), Communications (คอมมิวนิเคชั่น=การสื่อสาร), Computers (คอมพิวเตอร์=ระบบคอมพิวเตอร์), Intelligence (อินเทลลิเจนซ์=ข่าวกรอง), Surveillance (เซอร์วิเลนซ์=การเฝ้าตรวจ), and Reconnaissance (รีคอนแนเซนต์=การลาดตระเวน) ในการวางแผนและดำเนินปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายฝ่ายกัมพูชาซึ่งอยู่ภายในรัศมีการยิง BM-21 ของกัมพูชา
การเลือกใช้กำลังทางอากาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการที่ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 หลายชุดเข้าใส่พื้นที่จังหวัดชายแดนของไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง และมีประชาชนพลัดถิ่นกว่า 138,000 คน ฝ่ายไทยจึงใช้เหตุผลด้าน “การป้องกันตนเอง” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่ออธิบายการตอบโต้ด้วย การโจมตีทางอากาศ Airstrike (แอร์สไตรค์) โดยมีการจัดลำดับเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ คลังอาวุธของฝ่ายตรงข้าม จุดยิงจรวด และสถานีสื่อสารประสานงานของกองทัพกัมพูชา
รายงานชี้ให้เห็นถึง “ความเหนือชั้นทางยุทธวิธี” ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งสามารถเข้าควบคุมน่านฟ้าบริเวณแนวรบได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่มีเครื่องบินรบและขาดระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบทันสมัย การโจมตีจึงไม่พบการต่อต้านเชิงยุทธวิธีโดยตรง รายงานยังกล่าวถึงการใช้กลยุทธ์ Net-Centric Warfare โดยเครื่องบินรบไทยได้อาศัยข้อมูลข่าวกรองเรียลไทม์จาก UAV และดาวเทียมในการระบุตำแหน่งเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้สิ่งปลูกสร้างหรือป่าพงหนา
บทวิเคราะห์ยังแสดงความกังวลต่อผลสะเทือนระดับภูมิภาค โดยเฉพาะต่อภาพลักษณ์ของความเป็นกลางและประสิทธิภาพของกลไกทางการทูตของอาเซียน ซึ่งไม่สามารถหยุดยั้งเหตุการณ์หรือเปิดโต๊ะเจรจาได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ความล้มเหลวของความร่วมมือระดับภูมิภาคเช่นนี้อาจเปิดช่องให้มหาอำนาจนอกภูมิภาค เช่น จีนหรือสหรัฐฯ แทรกแซงในรูปแบบต่าง ๆ โดยอาจเป็นการจัดหาอาวุธ การฝึกอบรม หรือการแสดงออกทางการเมือง เช่น การประณามหรือการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์พิเศษ
ท้ายที่สุด รายงานจาก เชสเซอร์ กรุ๊ป Chasseur Group เน้นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการปะทะชายแดนทั่วไป แต่เป็นสัญญาณของ “การเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจ” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกองทัพไทยได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารแบบบูรณาการที่ซับซ้อนและทันสมัย
ในขณะที่กัมพูชายังคงพึ่งพายุทธวิธีเชิงรับและระบบอาวุธสมัยสงครามเย็น การใช้การโจมตีทางอากาศของไทยอย่างมีประสิทธิภาพในการปะทะครั้งนี้จึงอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการข้อพิพาทชายแดนในภูมิภาค ซึ่งเคยถูกจำกัดอยู่ในระดับการปะทะภาคพื้นดินหรือการใช้หน่วยทหารเบาเท่านั้น
องค์ประกอบหลักในเชิงยุทธศาสตร์ของการใช้กำลังทางอากาศของกองทัพไทยในการปะทะชายแดนกับกัมพูชาในครั้งนี้ ประกอบด้วยหลายมิติที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงแนวคิดจากยุทธวิธีภาคพื้นดินแบบเดิม ไปสู่การปฏิบัติการแบบบูรณาการซึ่งครอบคลุมทั้งระบบการรับรู้ การสื่อสาร และการโจมตี โดยมีโครงสร้างการคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่แบ่งได้เป็น 3 แกนใหญ่ได้แก่
(1) การควบคุมข้อมูลและการรับรู้สถานการณ์แบบเรียลไทม์ situational awareness (ซิททูเอชันนอล อะแวร์เนส)
(2) การกำหนดและเลือกเป้าหมายอย่างแม่นยำภายใต้หลักการจำกัดความเสียหายรอบข้าง collateral minimizationและ (คอเลทเทอรัล มินิไมเซชั่น)
(3) การส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ถึงฝ่ายตรงข้ามและสังคมระหว่างประเทศ โดยทั้งหมดดำเนินไปภายใต้กรอบของการ “ทำสงครามเชิงข้อมูลและอำนาจอธิปไตยผ่านอากาศยาน”
ในด้านการควบคุมข้อมูล กองทัพไทยสามารถผสานระบบ UAV (โดรนลาดตระเวน), ดาวเทียมเชิงพาณิชย์, เครื่องบิน C2 (Command & Control) และหน่วย SIGINT (Signals Intelligence) เข้าด้วยกันภายใต้ระบบ C4ISR ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงการฝึกผสม Cobra Gold กับกองทัพสหรัฐ ความสามารถดังกล่าวทำให้ไทยสามารถระบุความเคลื่อนไหวของหน่วยยิง BM-21, คลังอาวุธเคลื่อนที่ และจุดรวมกำลังของฝ่ายตรงข้ามได้ก่อนที่ภัยคุกคามจะขยายตัวหรือเคลื่อนเข้าหาพื้นที่พลเรือนของไทย ระบบนี้ยังช่วยให้การประเมินผลลัพธ์ของการโจมตี Battle Damage Assessment (แบทเทิล ดาเมจ แอสเซสเมนท์) เป็นไปได้แบบทันที ซึ่งถือเป็นหัวใจของการโจมตีเชิงแม่นยำ Precision Strike (พรีซิชั่น สไตรค์) ในยุคสมัยใหม่
การเลือกใช้กำลังทางอากาศยังสะท้อนหลัก “การบรรลุผลทางยุทธศาสตร์โดยใช้กำลังขั้นต่ำ” หรือ economy of force (อีโคโนมี อ็อฟ ฟอซ) กล่าวคือ กองทัพอากาศไทยไม่ได้ใช้กำลังขนาดใหญ่หรือทำการทิ้งระเบิดปูพรม carpet bombing (คาเพท บอมบิ้ง) แบบสงครามเวียดนาม
แต่กลับเลือกใช้คลื่นโจมตีเล็กหลายระลอกที่มีเป้าหมายเฉพาะ เพื่อทำลายความสามารถของข้าศึกโดยตรง เช่น จุดปล่อยจรวด, รถบรรทุกกระสุน, สถานีสื่อสาร และกองบัญชาการ การโจมตีดังกล่าวทำให้ศัตรูสูญเสียความสามารถในการตอบโต้โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับกำลังรบภาคพื้นดินในระดับกองพล ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อการเมืองและประชาชนเป็นวงกว้าง
อีกหนึ่งแกนสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์คือ การส่งสัญญาณแบบ “calibrated response” (แคลลิเบรเท็ด รีสปอนส์) ซึ่งเป็นการตอบโต้ด้วยกำลังทหารในระดับที่มากพอจะยับยั้งฝ่ายตรงข้ามและทำให้รู้ถึงต้นทุนของการรุกราน แต่ไม่มากจนกลายเป็นการรุกรานเต็มรูปแบบ การดำเนินการทางอากาศจึงถูกจัดให้อยู่ในระดับ “surgical strike” (เซอจิคอล สไตรค์)หรือ “preemptive deterrence” (พรีเอ็มทิฟ ดีเทอเรนซ์) ที่สามารถอธิบายได้ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาแรงสนับสนุนจากประชาชนในประเทศด้วยภาพลักษณ์ของ “การป้องกันที่มีความแม่นยำ” มากกว่าการทำสงครามเชิงรุกรานแบบคลาสสิก
องค์ประกอบอีกประการที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การควบคุมปฏิบัติการทางจิตวิทยาและการสื่อสารผ่านสื่อ information dominance (อินฟอร์เมชั่น โดมิเนนซ์) กองทัพไทยและรัฐบาลได้เปิดเผยภาพจากโดรน, ภาพถ่ายความร้อน และคลิปจากกล้องติดเครื่องบิน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายที่โจมตีเป็นจุดยิงหรือคลังอาวุธจริง ไม่ใช่พื้นที่พลเรือน
กลยุทธ์นี้มีผลทั้งต่อประชาชนในประเทศที่กำลังจับตามองการใช้กำลัง และต่อสายตานานาชาติที่อาจแทรกแซงหากพบการละเมิดสิทธิมนุษยชน การจัดการข้อมูลในระดับนี้สะท้อนว่าไทยไม่ได้เพียงใช้ “อำนาจทางทหาร” แต่ควบคุม “การรับรู้ของผู้มีส่วนได้เสียทางการเมือง” ไปพร้อมกันด้วย
สุดท้าย องค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาการทางแนวคิดของกองทัพไทยที่ขยับจาก “สงครามท้องถิ่น-แบบตำบล” ไปสู่ “การปฏิบัติการบูรณาการในระดับภูมิภาค” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการป้องกันพรมแดน แต่คือการแสดงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ การส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ และการป้องกันความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยใช้เพียงขีดความสามารถของกองทัพเอง ไม่ต้องพึ่งการแทรกแซงจากพันธมิตรภายนอกเลยในห้วงแรกของการเผชิญหน้า
รอยต่อของยุทธศาสตร์ในบริบทของการใช้กำลังทางอากาศของกองทัพไทยในความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชาครั้งล่าสุดคือจุดที่ “กำลังเหนือเชิงยุทธศาสตร์” บรรจบกับ “ข้อจำกัดของนโยบายรัฐ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันระหว่างการต้องแสดงศักยภาพเชิงทหารกับการควบคุมภาพลักษณ์ของรัฐไทยในสายตานานาชาติ ความสมดุลระหว่างสองด้านนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติการทหาร แต่ยังเกี่ยวพันกับพลวัตของการเมืองภายใน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการรับรู้ของสังคมพลเรือนทั้งในและนอกประเทศ
ในทางยุทธศาสตร์ กองทัพไทยถือว่ามีกำลังเหนือกว่ากัมพูชาในแทบทุกมิติ โดยเฉพาะทางอากาศ กองทัพอากาศไทยมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการลึกเข้าไปในดินแดนฝ่ายตรงข้าม
ทั้งจากเครื่องบินขับไล่ Gripen, F-16 Block 15 OCU, และการสนับสนุนจากระบบ UAV ลาดตระเวนที่สามารถทำงานร่วมกับการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแบบ stand-off เช่น AGM-65 Maverick หรือ Python 4 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบเชิงเทคนิคนี้กลับไม่ได้ถูกใช้เต็มพิกัดตามที่ขีดความสามารถทางทหารเอื้อให้ทำ เพราะมีกำแพงของ “ข้อจำกัดเชิงนโยบาย” เข้ามากำกับอย่างแน่นหนา
ข้อจำกัดเหล่านี้มาจากทั้งระดับภายในและระดับระหว่างประเทศ ภายในประเทศ ผู้นำรัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของชาติและการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งมักไม่ต้องการเห็นสงครามยืดเยื้อหรือการสูญเสียชีวิตของทหาร ส่วนในระดับระหว่างประเทศ ไทยอยู่ในจุดที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ของการเป็น “รัฐที่มีเหตุผล” ซึ่งแสดงออกผ่านการใช้กำลังที่ “ชอบธรรม” ภายใต้หลักการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
การโจมตีที่แม้จะแม่นยำแต่หากเลยขอบเขตของการป้องกันตน ก็อาจถูกตีความว่าเป็นการรุกราน หรือใช้กำลังเกินสมควร ทำให้เกิดการวิจารณ์จากสื่อโลก องค์กรสิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวในสภาประเทศพันธมิตร
ในบริบทนี้ รอยต่อของยุทธศาสตร์จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้บัญชาการทหารต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพราะแม้จะมีเครื่องมือและข่าวกรองที่สามารถบรรลุเป้าหมายเชิงทหารอย่างเด็ดขาดได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากแต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบนโยบายที่พยายามหลีกเลี่ยงการขยายตัวของสงคราม
ข้อจำกัดนี้ส่งผลให้รูปแบบการโจมตีของไทยเน้นที่การ “ควบคุมความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าการทำลายล้างคู่สงครามให้สิ้นซาก ซึ่งแม้จะดูเหมือน “ยั้งมือ” ในมุมทหารสายแข็ง แต่กลับเป็นการคำนวณเชิงนโยบายที่เฉียบคม เพราะสามารถรักษาเสถียรภาพภูมิภาคและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศไว้ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การดำเนินกลยุทธ์ในระดับ “ต่ำกว่าเกณฑ์สงคราม” โดยเฉพาะการใช้กำลังอากาศในรูปแบบที่ไม่ดึงพันธมิตรอย่างสหรัฐ หรือจีนเข้ามาโดยตรง ไทยต้องหลีกเลี่ยงการทำให้ความขัดแยงกลายเป็นเวทีแข่งขันอิทธิพลของมหาอำนาจ
ซึ่งหากเกิดขึ้นจะทำให้สถานการณ์หลุดจากมือทันที การปฏิบัติการทางอากาศจึงอยู่ภายใต้การปรับขนาด อย่างพิถีพิถัน เพื่อไม่ให้เกิดการตอบโต้แบบ จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีแนวโน้มพึ่งพาการช่วยเหลือจากประเทศที่สามหรือองค์กรระหว่างประเทศมากกว่าการสู้รบในแนวหน้าโดยตรง
ดังนั้น รอยต่อของยุทธศาสตร์นี้คือสมรภูมิที่ละเอียดอ่อนที่สุดของผู้นำการทหารไทย เพราะต้องใช้กำลังที่เหนือกว่าอย่างมีกลยุทธ์ โดยไม่ละเมิดขอบเขตทางการเมืองและการทูต ข้อดีของการบริหารรอยต่อนี้อย่างเหมาะสม คือการที่ไทยสามารถสกัดกั้นภัยคุกคามทางทหาร ปกป้องพลเรือน และรักษาดุลแห่งอำนาจในภูมิภาค โดยไม่ต้องถลำลึกเข้าสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือการทำสงครามเต็มรูปแบบที่อาจกระทบต่อความมั่นคงในระดับชาติและภูมิภาคในระยะยาว
อ้างอิงบทความจาก
IISS (International Institute for Strategic Studies)
DeepDive (Chasseur Group)
Lowy Institute
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02rKpNivxe6AkcXBuLvhzi1QGa1T7du77iJ5shStGiq1EqewMA1XwYHuac4EdbXTYzl&id=100075723597072
F-16 ทำการทิ้งระเบิด ทำลายฐานบัญชาการทหารกัมพูชา
การระเบิดของ Mk84 ขนาด 2000 ปอนด์ ที่ปล่อยจาก F-16
ภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ของ กองทัพอากาศไทย ติดติดตั้ง 3 Mark 82 ขนาด 500 ปอนด์ ข้างละ 3 ลูก รวม 6 ลูก = 3,000 ปอนด์ ก่อนนำไปทิ้งระเบิดโจมตี หน่วยกองกำลังพิทักษ์ฮุนเซน (BHQ) ที่ ปราสาทตาควาย เมื่อคํ่าคืนวาน (28 ก.ค.68)


































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น