Gripen 39 C/D with Weapons - Royal Thai Air Force
14 ปี ของเครื่องบินขับไล่ แบบ Saab JAS 39 Gripen C/D และเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศ แบบ Saab 340 AEW ในทัพฟ้าไทย ผู้ใช้งาน 1 ใน 7 ชาติของโลก โดยปีนี้ ในวันที่ 22 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ 2568 ที่จะถึง จะครบรอบ 14 ปี การประจำการเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท แบบ Saab Jas 39 Gripen และเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศแบบ Saab 340 AEW ของกองทัพอากาศไทย มูลค่ารวม 34,000 ล้านบาท ($1.01 Billion)
JAS 39 Gripen C/D เครื่องบินรบเพียงฝูงเดียว 11 ลำ ของกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force: RTAF) ที่ทำหน้าที่ปกป้องน่านฟ้าพื้นที่ภาคใต้ 73,848 ตารางกิโลเมตร รวมถึงพื้นที่ทางอากาศเหนือน่านน้ำทะเลอ่าวไทย และอันดามัน ที่มีอาณาเขตทางทะเล (Maritime Zone) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 รวม 323,488.32 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอาณาเขตทางทะเลของไทยนี้ มีมูลค่าผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอยู่ประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี ($651 billion) และ GDP ของภาคใต้ 14 จังหวัดนี้ มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี ($35 billion) โดยหลังจากเมื่อปีที่แล้ว ที่กองทัพอากาศไทยได้ประกาศตัวเลือกเครื่องบินหลากบทบาทแบบใหม่ของตนเป็น Saab JAS 39 Gripen E/F ชนะเหนือ Lockheed Martin F-16 C/D Block 70 Fighting Falcon หลังจากนั้นกองทัพอากาศไทย ก็มีการประชาสัมพันธ์ Gripen ของตนมากขึ้น ทั้งการนำ Girpen จำนวน 5 เครื่องไปฝึก Pitch Black 2024 ที่ออสเตรเลีย, การใช้ Gripen บินเปิดในพิธีเปิดการทดสอบ และประเมินค่า การปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2568 (Air Tactical Operations Evaluation 2025) ของกองทัพอากาศไทย ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล (CHANDY RANGE) จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทดแทนการบินเปิดด้วย Lockheed Martin F-16 AM/BM Block 15 eMLU Fighting Falcon รวมทั้งเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท แบบ Saab JAS 39 Gripen ยังได้ทำการสาธิตภารกิจการปราบปราม/ การทำลายการป้องกันทางอากาศของศัตรู (Suppression/Destruction of Enemy Air Defences (SEAD/DEAD) โดยการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ GBU-12 Paveway II ขนาด 500 ปอนด์ บนระดับความสูง 15,000 ฟุต (4.57 กิโลเมตร) ซึ่งระเบิดได้พุ่งเข้าหาเป้าหมาย ผ่านการชี้เป้าโดย Combat Controller Team (CCT) ภาคพื้นดิน โดยใช้ Lightweight Laser Designator Rangefinder (LLDR) ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดตำแหน่งเลเซอร์ โดยเป็นแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ที่ใช้ในการกำหนดเป้าหมายให้กับระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์อย่างตระกูล Paveway นอกจากนี้ Gripen ของกองทัพอากาศไทย ยังมีการทดสอบการขึ้นลงโดยใช้รันเวย์ในระยะสั้น รวมทั้งจะถนนที่เหมาะสมในการทดสอบบิน-ขึ้นลงด้วย และในงานครบรอบ 88 ปี ของกองทัพอากาศ Gripen ก็จะเป็นเครื่อง Demo ของกองทัพอากาศไทย ที่จะมาบินเปิดงานเป็นฝูงแรกด้วยครับ
JAS 39 Gripen ทุกลำติดตั้งระบบเครือข่ายข่าวสารทางยุทธวิธี (TIDLS) ที่มีความก้าวหน้าที่สุดแบบหนึ่งของโลก ระบบดังกล่าวสามารถถ่ายโอนส่งต่อข้อมูลระหว่างฝูงบินได้ทันที ในระหว่างการทำภารกิจ สามารถเปลี่ยนเป้าหมายที่มีภัยคุกคามสูงกว่า และรับ-ส่งข้อมูลจากเครื่องบินลำอื่น หรือจากกองบัญชาการทางภาคพื้นดิน ระบบจะทำการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงแผนการบินได้ทันทีในระหว่างปฎิบัติภารกิจ โดยการบินเกาะหมู่เครื่อง Gripen สามารถเปิดเรดาร์เดินอากาศเพียงเครื่องเดียวในหมู่บินทั้งหมดเพื่อลดการถูกตรวจจับจากฝ่ายตรงข้าม โดยสามารถส่งต่อข้อมูลเป้าหมายต่างๆ ของข้าศึกให้กับเครื่องบินอื่น ๆ ในหมู่บินได้อย่างอัตโนมัติ หรือการใช้เรดาร์จากภาคพื้นดิน รวมไปถึงเรดาร์จากเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศ ซึ่ง Gripen ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคู่ปรับของเครื่องบินขับไล่แบบ Su-30 ที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีประจำการอยู่ในกองทัพอากาศพม่า (Su-30SME), กองทัพอากาศเวียดนาม (Su-27SK/UBK และ Su-30MK2), กองทัพอากาศมาเลเซีย (Su-30MKM) และกองทัพอากาศอินโดนีเซีย (Su-27SKM และ Su-30MK2)
ก่อนหน้านี้ 17 ปีที่แล้ว กองทัพอากาศไทย ได้จัดหาเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท แบบ Saab Jas 39 Gripen และเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศ แบบ Saab 340 AEW ในมูลค่ารวม 34,000 ล้านบาท ($1.01 Billion) โดยโปรแกรมป้องกันภัยทางอากาศของกริเพน ข้อตกลงในปีพ.ศ. 2551 ซึ่งลงนามระหว่างสำนักงานยุทโธปกรณ์ทางทหาร (FMV) และกองทัพอากาศไทย ว่าด้วยการส่งมอบเครื่องบินกริเพน C/D จำนวนหกลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นล่าสุดและระบบตรวจการณ์ เพื่อแทนที่เครื่องบิน F-5 ที่มีอายุการใช้งานมานานแล้ว หลังจากนั้นยังมีการสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่กริเพน C อีกหกลำในปีพ.ศ. 2553 ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการกริเพน ได้แก่
• เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ กริเพน C/D จำนวน 12 ลำ
• ระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าอิรี่อาย (AEW) จำนวน 2 ระบบ ซึ่งติดตั้งในเครื่องบินสำหรับบินในระดับภูมิภาค ซาบ 340
• ระบบบัญชาการและควบคุม ได้แก่ ระบบเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูล
• เครื่องบินซาบ 340 เพื่อวัตถุประสงค์ในการขนส่งและการฝึกนักบินและช่างอากาศ
• ขีปนาวุธต่อต้านเรือ
• การถ่ายทอดเทคโนโลยี
• การฝึกอบรมนักบินและช่างอากาศ
• เครื่องฝึกจำลองการบิน
• อุปกรณ์สนับสนุนภารกิจ
• อุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน
• โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์สำหรับนักศึกษาไทยไปศึกษาต่อที่ประเทศสวีเดน
• โครงการความร่วมมือทวิภาคีที่ยั่งยืน
การเข้าประจำการของเครื่องบินรบ Gripen ทำให้กองบิน 7 มีขีดความสามารถในการบินปฎิบัติการป้องกันภัยทางอากาศครอบคลุมภาคใต้ของประเทศไทยทั้งหมด รวมถึงการคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล ในลักษณะการบินปฎิบัติการร่วมกันกับเครื่องบินติดเรดาร์แจ้งเตือนภัยทางอากาศ Saab 340 AEW และการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีในลักษณะการใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางข้อมูลและข่าวสาร การประเมินสถานการณ์ เพิ่มความสามารถในการบัญชาการรบและควบคุม ลดจุดอ่อนของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้ฝ่ายศัตรูต้องประเมินกันอย่างหนักทีเดียวหากคิดจะเปิดฉากการโจมตีหรือบุกรุกเข้ามายังน่านฟ้าของประเทศไทย
เครื่องบินขับไล่ แบบ Gripen ของกองทัพอากาศไทย ได้ติดตั้งอุปกรณ์และระบบอาวุธ ดังนี้
- อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง แบบ AIM-120 AMRAAM (Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile)
- อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ แบบ IRIS-T (Infra Red Imaging System Tail)
- อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ แบบ AIM-9 Sidewinder
- อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ แบบ RBS-15F
- ปืนใหญ่อากาศขนาด 27 มม. แบบ Mauser BK-27
- ระเบิดเอนกประสงค์ตระกูล MK.80 ขนาดต่างๆ
- หมวกนักบินติดจอภาพ แบบ Cobra
- กระเปาะตรวจจับและชี้เป้าแบบ Litening III
- ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II ขนาด 500 ปอนด์
โดยในปี 2564 กองทัพอากาศไทยใช้งบประมาณ 629 ล้านบาทในการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 Gripen C/D ทั้ง 11 ลำให้เป็นมาตรฐาน MS20
ซึ่งการทำการปรับปรุงซอฟแวร์ MS20 นี้ จะเป็นการปรับปรุง Software มากกว่า Hardware โดยการ
-เพิ่มขีดความสามารถของระบบ Datalink แบบ CDL-39 ให้รองรับภารกิจการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด
-เพิ่มการรองรับ Link-16 ซึ่งเป็นระบบ Datalink ตามมาตรฐานของ NATO
-เพิ่มระบบป้องกันการชนพื้นดินแบบอัตโนมัติ (Automatic Ground Collision Avoidance System: Auto GCAS)
-การป้องกันตนเองจากสงครามนิวเคลียร์ เคมี ชีวะ
-การพัฒนาความสามารถของระบบเรดาร์และเซนเซอร์ต่าง ๆ
-การเพิ่มการรองรับจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลางแบบ Meteor
-การเพิ่มการรองรับระเบิดนำวิถีขนาดเล็ก GBU-39 Small Diameter Bomb
การทำงานของระบบ Auto GCAS นั้นจะเตือนนักบินถ้าบังคับเครื่องไปในทิศทางจะชนพื้น (Controlled Flight Into Terrain: CFIT) หรือนักบินหมดสติ แล้วเครื่องเสียการควบคุม ถ้านักบินยังไม่ตอบสนอง ระบบจะบังคับเครื่องเองเพื่อหลบให้พ้น แล้วพอนักบินตอบสนองจึงจะคืนการบังคับกลับไปให้นักบิน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญอันหนึ่งของ Auto GCAS คือ ฐานข้อมูลภูมิประเทศ (Terrain Database) เพื่อให้ระบบรู้ว่าตอนนี้ เครื่องบินมีความเสี่ยงจะชนพื้นหรือไม่ และควรจะหลบไปทางไหนดี โดยอเมริกาใช้การถ่ายภาพเรดาร์จากอวกาศเพื่อทำฐานข้อมูลนี้ ส่วนของกองทัพอากาศไทยนั้นอาจจะเป็นไปได้ที่จะใช้ DA-42 M-NG ที่มีเซ็นเซอร์ LiDAR ซึ่งเพิ่งมีการสั่งซื้อเข้าประจำการเพิ่มเติมอีกจำนวน 3 ลำ
นอกจากนี้การปรับปรุงซอฟแวร์ MS20 ของ Gripen นั้นจะทำให้ Gripen มีขีดความสามารถในการใช้งานจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง แบบ Meteor ซึ่งมีข่าวว่ากองทัพอากาศให้ความสนใจ โดยการปรับปรุงนั้นจะเป็นการปรับปรุงเรดาร์ PS-05/A ให้เป็นรุ่น Mk.4 ที่จะมีขีดความสามารถในการตรวจจับเพิ่มขึ้น 100% ซึ่งจะมีความเหมาะสมในการใช้งานกับ Meteor ที่มีระยะยิงไกล โดยทำการเปลี่ยนเพียง Processing Unit เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจานเรดาร์หรืออุปกรณ์อื่นแต่อย่างใด”
จรวดอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง แบบ Meteor นั้นเป็นจรวดที่มีประสิทธิภาพสูงมากที่สุดแบบหนึ่งของโลก มีค่าความเป็นไปได้ในการยิงถูกข้าศึกสูงที่สุดแบบหนึ่ง เนื่องจากจรวดใช้เครื่องยนต์ Ramjet ที่ช่วยเพิ่มพิสัยในการบินและความคล่องตัวของตัวจรวด แทนการใช้เชื้อเพลิงแข็งแบบจรวดทั่วไปที่มักจะเผาไหม้หมดภายในเวลาอันรวดเร็วและจรวดต้องพึ่งพลังงานจลน์ในการเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมาย พร้อมกับระบบ Datalink ระหว่างตัวจรวดและตัวอากาศยานที่ยิงเพื่อทำให้อากาศยานที่ยิงสามารถปรับปรุงเป้าหมายให้เป็นปัจจุบันที่สุด ระยะยิงที่ไกลทำให้อากาศยานที่ยิงปลอดภัยจากการโจมตีตอบโต้ของอากาศยานข้าศึก
ข้อมูลทั่วไปของ Jas 39 Gripen C/D และ E/F
- ลูกเรือ: 1 นายสำหรับ JAS 39C/E และ 2 นายสำหรับ JAS 39D/F
- ความยาว: 14.1 เมตร (46 ft 3 in) สำหรับ JAS 39C และ
14.8 เมตร (49 ft) สำหรับ JAS 39D, 15.2 เมตร (49 ft 10 in) สำหรับ JAS 39E และ 15.9 เมตร (52 ft) สำหรับ JAS 39 F
- ความยาวปีก: 8.4 เมตร (27 ft 7 in) สำหรับ C/D และ 8.6 เมตร (28 ft 3 in) สำหรับ E/F
- สูง: 4.5 เมตร (14 ft 9 in) สำหรับ C/D และ E/F
- พื้นที่ปีก: 30 ตารางเมตร (320 sq ft) สำหรับ C/D และ E/F
- น้ำหนักเปล่า: 6,800 กิโลกรัม (14,991 lb) สำหรับ C/D และ 8,000 กิโลกรัม (17,637 Ib) สำหรับ E/F
- น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด: 14,000 กิโลกรัม (30,865 lb) สำหรับ C/D และ 16,500 กิโลกรัม (36,376 Ib) สำหรับ E/F
- ขนาดความจุถังน้ำมัน: 3,000 ลิตร (ภายใน) และ 3,500 ลิตร (ภายนอก) สำหรับ C/D และ 4,535 ลิตร (ภายใน) และ 4,535 (ภายนอก) สำหรับ E/F
- น้ำหนักบรรทุก: 5,300 กิโลกรัม (11,700 lb) สำหรับ C/D และ 7,200 กิโลกรัม (15,900 Ib) สำหรับ E/F
- เครื่องยนต์: 1 × Volvo RM12 ให้แรงขับ 54 kN (12,000 lbf) thrust dry, 80.5 kN (18,100 lbf) with afterburner สำหรับ C/D และ 1 × General Electric RM16 (F414-GE-39E) ให้แรงขับ 61.83 kN (13,900 lbf) thrust dry, 98 kN (22,000 lbf) with afterburner สำหรับ E/F
ประสิทธิภาพ
- ความเร็วสูงสุด: 2 มัค หรือ 2,450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (1,530 mph; 1,330 kn) ที่ความสูง 50,000 ฟุต และ 1.2 มัค หรือ 1,470 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (913 mph; 794 kn) ที่ระดับน้ำทะเล ทั้งรุ่น C/D และ E/F
- พิสัยทำการรบ: 800 กิโลเมตร (500 mi, 430 nmi) (ถังน้ำมันภายใน) สำหรับรุ่น C/D และ 1,500 กิโลเมตร (930 mi, 810 nmi) (ถังน้ำมันภายใน) สำหรับรุ่น E/F
- พิสัยทำการไกลสุด: 3,200 กิโลเมตร (2,000 mi, 1,700 nmi) (เมื่อติดถังน้ำมันภายนอก 3 ถัง) สำหรับรุ่น C/D และ 4,000 km (2,500 mi, 2,200 nmi) (เมื่อติดถังน้ำมันภายนอก 3 ถัง) สำหรับรุ่น E/F
- เพดานบินสูงสุด: 15,240 เมตร (50,000 ft) สำหรับรุ่น C/D และ 16,000 เมตร (52,000 ft) สำหรับรุ่น E/F
- ความทนทานต่อแรง G: +9 −3 ทั้งรุ่น C/D และ E/F
- ภาระน้ำหนักบรรทุกต่อพื้นที่ปีก: 283 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (58 lb/sq ft) ทั้งรุ่น C/D และ E/F
- แรงขับต่อน้ำหนัก: 0.97 สำหรับ C/D และ 1.04 สำหรับ E/F
- ระยะทางบินขึ้น: 400 เมตร (1,312 ft) สำหรับรุ่น C/D และ 500 เมตร สำหรับรุ่น E/F
- ระยะทางลงจอด: 500 เมตร (1,640 ft) สำหรับรุ่น C/D และ 600 เมตร สำหรับรุ่น E/F
ระบบอาวุธ
- ปืนใหญ่อากาศ: 1 × 27 มม. Mauser BK-27 revolver cannon กระสุน 120 นัด (สำหรับรุ่น 1 ที่นั่ง C/E)
- จุดแข็งหรือตำบลติดอาวุธ: 8 จุด บรรทุกน้ำหนักอาวุธรวม 5,300 กิโลกรัม (11,700 lb) สำหรับ C/D และ 10 จุด บรรทุกน้ำหนักอาวุธรวม 7,200 กิโลกรัม (15,900 Ib) สำหรับ E/F
> สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ/ อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น/ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ/ ขีปนาวุธร่อน:
•6 × IRIS-T หรือ AIM-9 Sidewinder หรือ A-Darter สำหรับ C/D และ 9 x IRIS-T หรือ AIM-9 Sidewinder หรือ A-Darter สำหรับ E/F
•4 × MBDA Meteor หรือ AIM-120 AMRAAM หรือ MBDA MICA และ 7 x MBDA Meteor หรือ AIM-120 AMRAAM หรือ MBDA MICA สำหรับ E/F
•4 × AGM-65 Maverick
•2 × KEPD.350 ทั้งรุ่น C/D และ E/F
•2 × RBS-15F สำหรับ C/D และ 6 x RBS-15F สำหรับ E/F
> ระเบิดอเนกประสงค์/ ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ และดาวเทียม:
•4 × GBU-12 Paveway II สำหรับ C/D และ 7 × GBU-12 Paveway II สำหรับ E/F
•8 × Mark 82 ทั้งรุ่น C/D และ E/F
•16 × GBU-39 SDB ทั้งรุ่น C/D และ E/F
> อื่น ๆ:
•1 × ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ALQ-TLS Electronic Countermeasures (ECM) Pod ทั้งรุ่น C/D และ E/F
•1 × ระบบกล้องสอดแนมทางยุทธวิธีวงกว้าง (Digital Joint Reconnaissance Pod ) ทั่งรุ่น C/D และ E/F
•1 x กระเปาะชี้เป้า แบบ Rafael Reccelite Reconnaissance Pod สำหรับ E/F
•1 x กระเปาะลาดตระเวน แบบ ชี้เป้า Litening III Targeting Pod ทั่งรุ่น C/D และ E/F
ระบบเอวิโอนิกส์
- เรดาร์ แบบ PS-05/A สำหรับรุ่น C/D และเรดาร์ แบบ Selex ES-05 Raven AESA สำหรับรุ่น E/F
- หมวกนักบินติดศูนย์เล็ง แบบ Cobra helmet mounted display (HMD) สำหรับรุ่น C/D และหมวกนักบิน Targo helmet mounted display (HMD) สำหรับรุ่น E/F
- ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีอากาศสู่อากาศ และอากาศสู่พื้น สำหรับรุ่น E/F
- หน้าจอกว้าง แบบ Wide Area Display (WAD) แสดงผลหน้าจอเดียว สำหรับรุ่น E/F
- ระบบการมองเห็นตอนกลางคืนขั้นสูง/จอแสดงผลบนกระจก (HUD) หรือ ANVIS Advanced Night Vision System/Head Up Display (HUD) สำหรับรุ่น E/F
...........................................................................
เรดาร์ PS-05/A Mk4
*ในปี 2564 กองทัพอากาศไทย ได้ทำการปรับปรุง Gripen 39 C/D ทั้ง 11 ลำ ให้เป็นมาตรฐาน MS20 ซึ่งมีการปรับปรุง เรดาร์ PS-05/A เป็นรุ่น Mk4 ด้วย
ระดับการรับรู้ที่สูงขึ้น
น่านฟ้ามีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไปและตอบสนองความต้องการใหม่ๆ คุณจำเป็นต้องมีโซลูชันอัจฉริยะที่จะช่วยให้ความสามารถของคุณเติบโตและพัฒนาตามไปด้วย
ด้วยความมั่นใจจากการให้บริการมานานกว่า 25 ปี และปัจจุบันได้รับการอัปเกรดให้เทียบเท่ากับขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่ล้ำหน้าที่สุด และสภาพแวดล้อมภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ PS-05/A จึงเป็นเซ็นเซอร์อเนกประสงค์ระดับโลกอย่างแท้จริงสำหรับเครื่องบินขับไล่แนวหน้าของ Gripen C/D ด้วยเครื่องกระตุ้น/ตัวรับและโปรเซสเซอร์ที่ได้รับการอัปเกรด เรดาร์ PS-05/A Mk4 จึงมีประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีศักยภาพในการเติบโตด้านการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต
นอกจากนี้ ยังสามารถอัปเกรดเพิ่มเติมด้วยเสาอากาศ AESA แบบ X-band ที่ทันสมัยที่สุดของ Saab ซึ่งจะนำเสนอความสามารถใหม่ๆ โดยใช้แบ็คเอนด์ดิจิทัลที่ได้รับการอัปเกรดและศักยภาพของฟรอนต์เอนด์ AESA ได้อย่างเต็มที่
ฟังก์ชันการทำงานหลายโหมดเพื่อความยืดหยุ่นในการปฏิบัติภารกิจหลายอย่าง
ในสถานการณ์วิกฤตใดๆ ก็ตาม ความเหนือกว่าของข้อมูลและการรับรู้สถานการณ์ที่ดีขึ้นจะส่งผลอย่างมากต่อความสามารถของคุณในการตรวจจับ ตอบโต้ และเอาชนะภัยคุกคาม ด้วย PS-05/A คุณจะเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายของคุณ โดยได้รับอำนาจจากการเป็นคนแรกที่รู้ และคุณจะเป็นคนแรกที่ลงมือปฏิบัติเช่นกัน
PS-05/A ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงภาระงานของนักบิน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปฏิบัติการโดยรวมของเครื่องบิน โดยมอบโหมดขั้นสูงสำหรับการปฏิบัติการทางอากาศและทางอากาศสู่พื้นดิน เรดาร์มีโหมดเพิ่มเติมสำหรับการหลีกเลี่ยงภัยคุกคามและการช่วยเหลือในการนำทาง และรวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลขีปนาวุธสำหรับขีปนาวุธ AMRAAM และ Meteor ความพร้อมใช้งานสูงนั้นมาจากอัตราความล้มเหลวที่ต่ำ การทดสอบในตัวที่ครอบคลุม และการบันทึกเฉพาะสำหรับการบำรุงรักษาเพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งข้อผิดพลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังมีการบันทึกสำหรับการประเมินยุทธวิธีอีกด้วย
เรดาร์นี้รวมฟังก์ชันการตอบโต้ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน (ECCM) เพื่อให้การป้องกันและประสิทธิภาพที่เหมาะสมที่สุดในสภาพแวดล้อมสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความหนาแน่น
PS-05/A มีโหมดค้นหาอัตโนมัติเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในสถานการณ์จริง รวมถึงโหมดเฉพาะสำหรับการค้นหาเป้าหมายระยะไกลและโอกาสที่จะถูกสกัดกั้นต่ำ โหมดการค้นหาทั้งหมดได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับและติดตามเป้าหมายและเครื่องรบกวนโดยอัตโนมัติ เรดาร์มีการติดตามเป้าหมายทางอากาศสามระดับ ช่วยให้นักบินกำหนดลำดับความสำคัญของเป้าหมายเพื่อประสิทธิภาพการติดตามที่เหมาะสมที่สุด การประเมินการโจมตีจะดำเนินการโดยอัตโนมัติ และสามารถเลือกการวัด Non Cooperative Target Recognition (NCTR) สำหรับเป้าหมายที่มีลำดับความสำคัญได้ เรดาร์ยังมีโหมดการต่อสู้ทางอากาศหลายโหมด รวมถึงการค้นหาบนหมวก
ปฏิบัติการทางอากาศสู่ผิวน้ำด้วยเรดาร์
PS-05/A มีโหมดค้นหาสำหรับเป้าหมายที่เคลื่อนที่บนพื้นดิน และโหมดค้นหาในทะเลสำหรับเป้าหมายทั้งแบบนิ่งและแบบเคลื่อนที่ ฟังก์ชันติดตามขณะสแกนจะติดตามเป้าหมายหรือเครื่องรบกวนภายในปริมาณการค้นหาโดยอัตโนมัติ นักบินอาจกำหนดลำดับความสำคัญของเป้าหมายหรือเครื่องรบกวนได้
โหมดวัดระยะจากอากาศสู่พื้นจะวัดระยะเฉียงไปยังพื้นและจะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ เมื่อติดอาวุธอากาศสู่พื้นแบบไม่นำวิถี
เรดาร์มีโหมดการทำแผนที่มากมาย การประมวลผลภาพแบบมองหลายทิศทางใช้เพื่อปรับปรุงการมองเห็น สามารถติดตามเป้าหมายพร้อมกันได้ในโหมดการทำแผนที่บางโหมด และเป้าหมายที่ติดตามจะปรากฏอยู่ด้านบนของแผนที่
การหลีกเลี่ยงภัยคุกคามและความช่วยเหลือในการนำทาง
ความสามารถในการหลีกเลี่ยงภัยคุกคามและความช่วยเหลือในการนำทางประกอบด้วย:
- เรดาร์สภาพอากาศเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำทาง
โหมดการค้นหาและติดตามอากาศสู่อากาศอัตโนมัติเต็มรูปแบบเปิดใช้งานเมื่อเลือกเซ็นเซอร์อื่นเป็นเซ็นเซอร์หลัก
- การค้นหาระยะห่างทางอากาศเพื่อตรวจจับภัยคุกคามเป้าหมายทางอากาศในบริเวณใกล้เคียงระหว่างปฏิบัติการอากาศสู่พื้น
- โหมดออกเดินทางตามเส้นทางเฉพาะ
การทำงานแบบพาสซีฟใช้เพื่อตรวจจับและติดตามเครื่องรบกวนโดยไม่เปิดเผยลายเซ็นเรดาร์ของตัวเอง
MK4 - มูลค่าที่ขยายเพิ่ม
PS-05/A Mk4 รุ่นใหม่พร้อมสำหรับการรวมฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการและข้อกำหนดในการปฏิบัติการในอนาคต ศักยภาพในการเติบโตประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้:
ขยายช่วงการทำงานทางอากาศสู่อากาศ
ขยายช่วงการติดตามโดยใช้ประโยชน์จากความสามารถในการประมวลผลสัญญาณและการสร้างคลื่นรูปคลื่นที่ยืดหยุ่นของ PS-05/A Mk4 อย่างเต็มที่ ช่วงการรับข้อมูลเพิ่มขึ้น 100% ที่ระดับความสูงต่ำ และ 40% ที่ระดับความสูงสูง เมื่อเทียบกับ PS-05/A รุ่นก่อนหน้า ตัวเลือกนี้ยังมีประโยชน์สำหรับการตรวจจับเป้าหมายที่มี RCS ต่ำมาก นอกจากนี้ ช่วงการรับข้อมูลในโหมดอากาศสู่อากาศแบบเดิมยังได้รับการปรับปรุง 20 – 50% และขยายช่วงการเชื่อมโยงข้อมูลขีปนาวุธ Meteor แบบสองทาง
ความสามารถทางอากาศสู่พื้นที่เพิ่มขึ้น
มีโหมด SAR ความละเอียดต่ำกว่าเมตร ซึ่งภาพ SAR จะถูกประมวลผลและนำเสนอต่อนักบินระหว่างการบิน โหมดการค้นหาทางทะเลได้รับการออกแบบใหม่เพื่อตรวจจับเรือขนาดเล็กในระยะไกลขึ้น โดยระยะการจับภาพจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับ PS-05/A รุ่นก่อนหน้า
ความสามารถของ ECCM ที่ได้รับการปรับปรุง
พลังการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นและสถาปัตยกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ในโปรเซสเซอร์และตัวกระตุ้น/ตัวรับ เป็นแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับการพัฒนาฟังก์ชัน ECCM ใหม่
เครื่องรับแบนด์กว้างใช้เพื่อตรวจจับและติดตามตัวส่งใดๆ ภายในช่วงความถี่เรดาร์ ซึ่งช่วยปรับปรุงการทำงานแบบพาสซีฟได้อย่างมีนัยสำคัญ
การประเมินทางยุทธวิธีและทางเทคนิคที่ได้รับการปรับปรุง
พลังการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นและสถาปัตยกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ในโปรเซสเซอร์และตัวกระตุ้น/ตัวรับ เป็นแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับการพัฒนาฟังก์ชัน ECCM ใหม่
เครื่องรับแบนด์กว้างใช้เพื่อตรวจจับและติดตามตัวส่งใดๆ ภายในช่วงความถี่เรดาร์ ซึ่งช่วยปรับปรุงการทำงานแบบพาสซีฟได้อย่างมีนัยสำคัญ
https://www.saab.com/globalassets/products/surveillance/ps-05a-fighter-radar/ps-05-a-mk4.pdf
...........................................................................
อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ IRIS-T
AIM-9M Sidewinder
AIM-120C AMRAAM
MK-82 Bomb
ระเบิดนำวิถี GBU-12 Paveway II
กระเปาะลาดตระเวนชี้เป้า Litening III Targeting Pod
หมวกนักบินติดศูนย์เล็งแบบ Cobra HMD
Saab 340 AEW เป็นเสมือนดวงตาบนฟ้าให้กับกองทัพอากาศไทย และเหล่าทัพอื่น ๆ ของกองทัพไทย ด้วยความสามารถในการตรวจจับของระบบเรดาร์ Erieye ที่ติดตั้งอยู่บนลำตัวซึ่งให้รัศมีการตรวจจับไกลกว่า 350 กิโลเมตร ทำให้มันสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ทั้งเป้าหมายในอากาศ บนผิวน้ำ และบนพื้นดิน ไม่ว่าจะเป็นอากาศยาน อากาศยานไร้คนขับ เรือรบ หรือหน่วยภาคพื้นดิน และสามารถทำการตรวจจับเป้าหมายได้พร้อมกันมากกว่า 1-3 พันเป้าหมาย นอกจากนั้น Saab 340 AEW ยังสามารถส่งข้อมูลที่ตรวจจับได้ไปยังหน่วยบัญชาการได้ภายในทันที ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารมองเห็นความเคลื่อนไหวของสนามรบได้อย่างสมบูรณ์และ ทันเวลา
Saab 340 AEW ใช้เรดาร์ Phased Array แบบ SLAR (Side-Looking Airborne Radar รุ่น PS-890 Erieyes ของอิริคสัน ทำงานย่านความถี่ 2-4GHz (นาโต้ E/F แบนด์ หรือ อเมริกัน S-แบนด์) ความยาว 9 ม. หนัก 900 กก. ใน 1 ระบบ ประกอบด้วยจานสายอากาศ 2 จาน ในแต่ละด้านประกอบไปด้วยโมดูลตรวจจับ 200โมดูล ซึ่งให้การครอบคลุมทางข้าง ด้านละ 150 องศา (ในทางปฎิบัติแล้ว ตรวจจับได้ 360องศา แต่ องศาการรับสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือ 150 องศาในแต่ละด้าน โดยมีจุดอับสัญญาณคือ 30 องศาที่ด้านหัวและท้าย) เป็นเรดาร์แบบ Electronically Scanned Atenna ความสามารถในการตรวจจับ สามารถตรวจจับเป้าหมายขนาดเครื่องบินขับไล่ในสภาวะสงครามอิเล็คโทรนิคส์หนาแน่นได้ที่ระยะ 350กม.+ ขึ้นอยู่กับหน้าตัดเรดาร์ ระบบอิเล็คโทรนิคส์อีกอย่าง คือ ระบบพิสูจน์ฝ่าย ทำงานที่ย่านความถี่ 2-18GHz (นาโต้E-J แบนด์) พร้อมด้วยระบบวิทยุและดาต้าลิงค์ แบบปลอดภัย ย่านความถี่HF VHF UHFย และดาต้าลิงค์ความเร็ว 4.8kbps ใช้ย่านความถี่VHF/UHF อีกทั้งยังมีออปชั่น เพิ่มระบบ ESM ECM ECCM อีกด้วย
*****มาตรการสนับสนุนทางอิเล็กทรอนิกส์ (ElectronicWarfare Support Measuse: ESM) ได้แก่ การดักรับ หาทิศ ค้นหา พิสูจน์ทราบ บันทึกและวิเคราะห์ เพื่อเป็นข้อมูลนำไปสนับสนุนให้กับมาตรการอื่นๆ เช่น ECM เป็นต้น
มาตรการต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Counter Measures: ECM) เป็นมาตรการขัดขวางหรือลดประสิทธิภาพของข้าศึก ECM อันนี้ในสงคราม EW ถือว่าเป็นอาวุธที่สำคัญมากมีเครื่องก่อกวน (Jammer) และการลวงเป็นตัวกระทำการ
มาตรการตอบโต้การต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Counter Counter Measures: ECCM) เป็นมาตราการป้องกันระบบการติดต่อสื่อสารที่สำคัญ รวมทั้งอุปกรณ์ค้นหาเป้าหมายของฝ่ายเรา ให้พ้นจากการดักรับ การลวง การก่อกวน การหาที่ตั้ง และการทำลายโดยฝ่ายข้าศึก*****
ลักษณะทั่วไป
ลูกเรือ: 6
ความยาว: 20.57 เมตร (67 ฟุต)
ปีก: 21.44 เมตร (70 ฟุต)
ความสูง: 6.97 m (22 ฟุต)
ล้างน้ำหนัก: 10,300 กก. (22707 ปอนด์)
น้ำหนักรวม: 13,155 กก. (29001.8 ปอนด์)
เครื่องยนต์: General Electric CT7-9B จำนวน 2 เครื่อง ให้กำลังเครื่องละ 1,390 kW (1,870 hp)
ประสิทธิภาพการทำงาน
ความทนทานใช้งานนาน: 5 + ชั่วโมง
บริการเพดาน: 7,620 เมตร (25,000 ฟุต)
ภารกิจเฉพาะข้อมูล
ความเร็วในการลาดตระเวน: 160 knots
ระดับภารกิจทั่วไป: 2,000-6,000 เมตร
ความยาวเสาอากาศเรดาร์: 9 เมตร
น้ำหนักเสาอากาศเรดาร์: 900 กิโลกรัม
ความถี่ของเรดาร์: 2 GHz ถึง 4 GHz
ระยะตรวจวัดครอบคลุม: 300 องศา
ระยะตรวจจับเป้าหมายเครื่องบินรบ: 450 กิโลเมตร
ระบบเรดาร์: ใช้ระบบเรดาร์PS-890 Erieye เป็นเรดาร์ประเภท Active Phased-Array Pulse-Doppler Radar สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ทั้งในอากาศ บนพื้นดิน และพื้นน้ำ
นอกจากนี้ตามแผนแล้ว กองทัพอากาศไทยมีโครงการที่จะทำการปรับปรุงเครื่องบินแจ้งเตือนทางอากาศ แบบ Saab 340 AEW จำนวน 2 ลำ หมายเลข 70201 และ 70203 ในปีงบประมาณ 2564 – 2567 งบประมาณรวม 4,500 ล้านบาท (150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศแบบที่ 1 SAAB 340 AEW มีอายุการใช้งานนาน มีข้อจำกัดในการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งการส่งกำลังและซ่อมบำรุง ครบกำหนดการรับรองมาตรฐานความสมควรเดินอากาศใน พ.ศ.2564 จึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงระบบ และเพิ่มขีดความสามารถการบัญชาการและควบคุม พร้อมอะไหล่ อาคาร และสาธารณูปโภค ระงบบสนับสนุน รวมทั้งการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามขีดความสามารถของอากาศยานที่ได้รับการปรับปรุง โดยคาดว่าจะทำการปรับปรุงเรดาร์ Erieye ตัวเดิมที่มีระยะการตรวจจับจาก 450 กิโลเมตร เป็นเรดาร์ Erieye ER (Extended Range) ที่มีระยะตรวจจับมากกว่า 650 กิโลเมตร
Erieye ER เป็นระบบ AESA (Active Electronically Scanned Array) Radar ที่มีประสิทธิภาพพลังงานเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับ Erieye Radar รุ่นก่อน
โดย Erieye ER มีระยะการทำงานของเรดาร์ ที่มากกว่า 650 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเพิ่มการเน้นพลังงานในพื้นที่จุดสนใจที่ต้องการเฉพาะได้ Saab กล่าวว่า Erieye ER ยังทนทานต่อการถูกก่อกวนสัญญาณ (Jamming) และมีคุณสมบัติการทำงานทุกสภาพอากาศในทุกพื้นที่ (อากาศ, ทะเล และภาคพื้นดิน) และมีอัตราการปรับปรุงการติดตามต่อเป้าหมายที่กำหนดให้อยู่ในความสนใจ (targets-of-interest) ในระดับ "สูงอย่างที่สุด"
*ในปัจจุบัน โครงการปรับปรุงเครื่องบินแจ้งเตือนภัยทางอากาศแบบ Saab 340 AEW ทั้ง 2 ลำ วงเงิน 4,500 ล้านบาทนั้น ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยล่าสุด Saab สวีเดน ได้เสนอการอัพเกรด Saab 340 AEW ให้ หากกองทัพอากาศไทยเลือกเครื่องบินขับไล่แบบ Saab Jas 39 Gripen E/F เป็นเครื่องบินขับไล่ MRCA ใหม่ของตน
.......................................
Cr. เนื้อหาจาก>
https://www.facebook.com/MilitaryWeaponsThailand/posts/pfbid02dEGvfp2fnS47PbVnVZG6Bew3GBcpunVV1n9dcdhD3zkdYfiFS9Fa5fN52PKubkijl
.......................................
ประมวลภาพ Gripen 39 C/D ฝูงบิน 701 กองบิน 7
...........................................................................
Bull's-eye, bull's-eye, bull's-eye!! - กลางเป้า กลางเป้า กลางเป้า!!
เครื่องบินขับไล่หลากบทบาทแบบ Saab JAS 39 Gripen ขณะทำการสาธิตภารกิจการปราบปราม/ การทำลายการป้องกันทางอากาศของศัตรู (Suppression/Destruction of Enemy Air Defences (SEAD/DEAD) โดยการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ GBU-12 Paveway II ขนาด 500 ปอนด์ บนระดับความสูง 15,000 ฟุต (4.57 กิโลเมตร) ใน “พิธีเปิดการทดสอบ และประเมินค่า การปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2568 - Air Tactical Operations Evaluation 2025” ของกองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force: RTAF) ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล (CHANDY RANGE) จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งระเบิดได้พุ่งเข้าหาเป้าหมาย ผ่านการชี้เป้าโดย Combat Controller Team (CCT) ภาคพื้นดิน โดยใช้ Lightweight Laser Designator Rangefinder (LLDR) ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดตำแหน่งเลเซอร์ โดยเป็นแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ที่ใช้ในการกำหนดเป้าหมายให้กับระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์อย่างตระกูล Paveway
โดยในภาพ JAS 39 Gripen ของ กองทัพอากาศ นอกจากจะติดตั้งด้วยระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ GBU-12 Paveway II ขนาด 500 ปอนด์จำนวน 1 ลูกแล้ว ยังได้ติดตั้งกระเปาะชี้เป้าแบบ Rafael AN/AAQ-28(V) Litening III Targeting Pod (กระเปาะชี้เป้า เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ เพื่อทำการชี้เป้าหมายด้วยเลเซอร์/ อินฟราเรด ใช้นำทางระเบิด หรืออาวุธปล่อยที่นำวิถีด้วยเลเซอร์ หรือ GPS เข้าสู่เป้าหมาย และถ่ายภาพในภารกิจลาดตระเวน และตรวจการณ์), 2 x อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ติดตามความร้อน/ เรดาร์แบบ Diehl IRIS-T (AIM-2000) ซึ่งถือเป็นจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้มาตรฐานใหม่ของกองทัพอากาศไทยในปัจจุบัน รวมทั้งยังติดตั้ง 2 x อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศลูกฝึกแบบ AIM-120 (Captive Air Training Missile: CATM-120) และถังน้ำมันสำรอง (Fuel Drop Tanks) จำนวน 2 ถังอีกด้วย
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser-guided Bomb: LGB) เป็นระเบิดที่มีความแม่นยำสูงมากๆ โดยตัวระเบิดจะนำวิถีพุ่งเข้าหาเป้าหมายผ่านการชี้เป้าด้วยลำแสงเลเซอร์ แต่มีข้อจำกัดในด้านการใช้งาน คือ ระเบิดต้องการการชี้เป้าหมายตลอดเวลา และหากสภาพอากาศแปรปรวน หรือสภาพอากาศปิดจนลำแสงเลเซอร์ทะลุผ่านไม่ได้ ก็จะไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งกองทัพอากาศไทย มีใช้งานอยู่ 3 รุ่น คือ
- ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ Lockheed Martin GBU-12E/B Paveway II ขนาด 500 ปอนด์
- ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ Lockheed Martin GBU-10F/B Paveway II ขนาด 2,000 ปอนด์
- ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ Elbit Lizard III ขนาด 500 ปอนด์
https://www.facebook.com/MilitaryWeaponsThailand/posts/pfbid02DBzjvsvWt5d41pSD63hJ4jy3MNDUDpoXzemus9r1UXXw3AEAWDkZDTFYzSd5qLh3l






































































































































































































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น