พามารู้จักกับ เรือรบหลักแห่งกองทัพเรือ "เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์"

"เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์" เข้ามาประจำการในฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางทะเลฝั่งตะวันตกของไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงของโลกที่เริ่มทวีความไม่แน่นอนมากขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงเพิ่มเติมขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ รองรับความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นอย่างมาก ...

สำหรับขีดความสามารถในฝั่งทะเลอันดามันที่เพิ่มขึ้นมาจากการเข้าประจำการของ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ สามารถสรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

- มีขีดความสามารถในการตระหนักรู้เท่าทันสถานการณ์ในทะเล (Maritime Domain Awareness - MDA) ด้วยการติดต่อสื่อสารและการควบคุมบังคับบัญชา จากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ(ศปก.ทร.) , ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่3 (ศปก.ทรภ.3) , กองกำลังฝ่ายเดียวกันอื่นๆ ผ่านระบบควบคุมบังคับบัญชาที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Netwark Centrix Warfare : NCW) ได้แก่ การติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม และระบบ Tactical Datalink รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ทางทะเลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางทะเล ผ่านทางระบบ MISC (Maritime Information Sharing Center)

- สามารถปฏิบัติงานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะการรองรับการลงจอดของ เฮลิคอปเตอร์ประสิทธิภาพสูง เช่น เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ แบบ S-70B (SeaHawk) ซึ่งนอกจากมีจุดเด่นด้านการปราบเรือดำน้ำแล้ว ยังสามารถใช้เป็น เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย และส่งกลับทางสายแพทย์ ที่มีประสิทธิภาพสูงได้อีกด้วย

- สามารถโจมตีเป้าหมายพื้นน้ำในระยะพ้นขอบฟ้าได้ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถีชนิด Harpoon block II ซึ่งนับเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีชั้นนำในภูมิภาค มีจุดเด่นคือ สามารถโจมตีซ้ำ (Re-Attack)  และโจมตีเป้าหมายบนแผ่นดิน จากพิกัด GPS ได้อย่างแม่นยำ
-สามารถปฏิบัติการด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นสงครามยุคใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยต่างๆ เช่น เครื่องตรวจจับการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ESM , เรดาร์ที่ตรวจจับได้ยาก หรือที่เรียกว่า เรดาร์ LPI , ระบบเป้าลวงทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับสร้างเป้าลวงให้จรวดจากฝ่ายตรงข้ามโจมตีผิดเป้าหมาย ที่เรียกว่า Decoy เป็นต้น

-ใช้การออกแบบเรือที่มีความทันสมัย ลดการใช้การควบคุมด้วยมนุษย์ และใช้เครื่องยนต์ที่มีความประหยัดสูงในขณะที่ให้ประสิทธิภาพสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งสำหรับขีดความสามารถโดยทั่วไปของ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ นั้น นับว่าเป็นหนึ่งในเรือประสิทธิภาพสูงของไทย ทางฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ได้แก่

<>สามารถออกปฏิบัติงานในทะเลอย่างต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติม

<>สามารถปฏิบัติการได้ถึงสภาวะทะเลระดับ 5 (Sea State 5)

<>สามารถตรวจการณ์ และพิสูจน์ทราบเป้าผิวน้ำและเป้าอากาศยานได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
โดย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือที่กองทัพเรือจัดหาเข้าประจำการ ตามโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 เฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังรบตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล การรักษากฎหมายในทะเล และการปฏิบัติการรบผิวน้ำ รวมทั้งการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในทะเล และสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรืออื่นๆ

จึงนับได้ว่า กองทัพเรือ ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย และการช่วยเหลือประชาชน เพื่อความมั่นคงทางทะเลฝั่งอันดามัน และประโยชน์สุขของชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง 
//CaptainOff

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0TkC5uxZeT5JaxwJYmmVoQsGNa22wy5ARQCsEwDCJs1mPk2XK1PY69TkMajNmJQaVl&id=100085238253071
...................................................................
อาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น แบบ Harpoon

อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ได้พัฒนาโดยบริษัท McDonnell Douglas Astronautics Company ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นอาวุธปล่อยนำวิถี แบบพื้น-สู่-พื้น และอากาศ-สู่-พื้น เพื่อใช้ทำลายเรือผิวน้ำ ด้วยความเร็ว 600 ไมล์ทะเล/ชม. ออกแบบให้มีหัวรบมีอำนาจทำลายสูง ด้วยดินระเบิดขนาด 500 ปอนด์ สามารถโจมตีเป้าหมายซึ่งมองเห็นได้ หรือที่อยู่ไกลเกินขอบฟ้า ติดตามเป้าหมาย มีความแม่นยำสูง ทำงานต่อเนื่องในทุกสภาวะอากาศ ระยะยิงไกลสุด 75 ไมล์ทะเล และสามารถค้นหาเป้าเรือผิวน้ำภายในพื้นที่รัศมีวงกลมได้มากกว่า 17,500 ตารางไมล์ ประจำการครั้งแรกปี พ.ศ.2529 โดยติดตั้งมากับเรือคอร์เวตชุด เรือหลวงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้ทำการปรับปรุง เครื่องบินแบบ F-27 MK200 เมื่อปี พ.ศ.2533 ให้สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน แบบอากาศ-สู่-พื้น เพื่อใช้โจมตีเรือผิวน้ำ ต่อมาเรือที่เข้าประจำการในกองทัพเรือหลายลำได้รับการติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนเป็นอาวุธหลัก ได้แก่ เรือฟริเกต ชุดเรือหลวงนเรศวร 2 ลำ คือ เรือหลวงนเรศวร และ เรือหลวงตากสิน รวมทั้ง เรือฟริเกต เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช อีกด้วย
การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น แบบ Harpoon โดย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินตรวจเยี่ยม และชมแสนยานุภาพ การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น แบบ Harpoon โดย เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือยิงหลัก และ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เป็นเรือยิงสำรอง ถือเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 โดยมี พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพลเรือเอก เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการ การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 พร้อมด้วย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงกองทัพเรือ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ดาดฟ้าเรือหลวงจักรีนฤเบศร ที่ลอยลำอยู่ในพื้นที่อ่าวไทย ทะเลอันดามัน ระยะ 55 ไมล์ จากแหลมพันวา จังหวัดภูเก็ต
ในการนี้ พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก พลอากาศเอก ชานนท์  มุ่งธัญญา รองผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าร่วมสังเกตการณ์ฝึกยิงอาวุธในครั้งนี้ เพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการรบ และในการฝึกร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการยิงมี พลเรือตรี วรพาท รัตตะสังข์ ผู้บัญชาการกองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ เป็น ผู้บังคับหมวดเรือ ควบคุมการยิง ผลการยิงเป้าหมายที่ระยะห่างออกไป 55 ไมล์ (101.86 กม.) ถูกทำลาย

https://www.facebook.com/NUTTAPUMIN.PARNLAK/posts/pfbid02RN9caZgMZSB64aMW6Z1Mpe4mEUfbZiwoW8kM5PpDrGx5U5K2tdzuyQNtUZcgUVKAl

ความคิดเห็น